บทที่ 10 ตอนที่ 9 ก้าวออกจากกำแพงใหญ่
ตอนที่ 9 ก้าวออกจากกำแพงใหญ่
ค่ำคืนที่เงียบงัน แสงตะเกียงในเรือนบ้านรองส่องสว่างเพียงริบหรี่
เปลวไฟสั่นไหวตามแรงลมหนาว ราวกับไม่มั่นใจว่าจะอยู่รอดจนถึงรุ่งเช้าหรือไม่
หลิวอวี้เหวินนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจก
เงาสะท้อนในบานกระจกเผยให้เห็นรอยแดงคล้ำบนแก้มขาว
บางจุดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงเขียว ชวนให้เจ็บแปลบแม้เพียงมอง
นางยกมือขึ้นแตะรอยช้ำนั้นเบา ๆ
ปลายนิ้วสั่นไหวเพียงครู่ ก่อนจะกดลงหนักขึ้นเล็กน้อย
ไม่ร้อง
ไม่สะอื้น
มีเพียงแรงกดนั้น…ราวกับต้องการย้ำเตือนตัวเองว่า
ความเจ็บนี้มีอยู่จริง
และไม่มีผู้ใดจะลบมันออกไปได้ง่าย ๆ
คำพูดหนึ่งผุดขึ้นมาในความทรงจำ
เสียงแผ่วเบา เย็นชา และไม่แฝงอารมณ์
‘ความเมตตา ไม่เคยได้มาฟรี’
ริมฝีปากหลิวอวี้เหวินขยับเล็กน้อย
รอยยิ้มบางเฉียบปรากฏขึ้นในเงากระจก ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ผิดแน่
นางไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับบุรุษใด
ไม่เคยก้าวล่วง
ไม่เคยยั่วยวน
นางเติบโตมาอย่างระมัดระวังยิ่งกว่าผู้ใด
เพราะรู้ดีตั้งแต่เด็กว่า
คนของบ้านรอง ไม่มีสิทธิ์พลาด
หากไม่ใช่เซี่ยหลัวเยี่ยน
จะเป็นใครได้อีก
ตั้งแต่จำความได้ หลิวอวี้เหวินก็รู้ดีว่าโลกนี้แบ่งคนออกเป็นสองฝั่ง
บ้านใหญ่ และบ้านรอง
แม้จะใช้สกุลเดียวกัน
แต่ความรัก ความเอ็นดู และความภาคภูมิใจ
ล้วนไหลไปเพียงทิศทางเดียว
ท่านปู่ ท่านย่า
เสียงหัวเราะเอ็นดู
สายตาที่เปล่งประกายชื่นชม
ทั้งหมดนั้น…เป็นของเซี่ยหลัวเยี่ยน
หลิวอวี้เหวินจำได้ดี
ในงานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิเมื่อหลายปีก่อน
นางร่ายบทกวีจนได้รับคำชมจากแขกผู้ใหญ่
แต่ทันทีที่เซี่ยหลัวเยี่ยนลุกขึ้นกล่าวเพียงไม่กี่ประโยค
คำชมทั้งหมดก็ถูกดึงกลับไปราวไม่เคยมีอยู่
“สมกับเป็นบุตรสาวแม่ทัพใหญ่”
คำพูดนั้น
ไม่เคยกล่าวถึงนาง
ส่วนหลิวอวี้เหวิน
ได้เพียงคำชมเชยตามมารยาท
ได้เพียงรอยยิ้มที่ไม่เคยลึกไปถึงดวงตา
นางงดงาม
อ่อนหวาน
เรียบร้อย
แต่ก็ยังไม่พอ
เพราะนางเกิดผิดที่
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น
ดึงหลิวอวี้เหวินออกจากห้วงความคิด
“อวี้เหวิน”
เสียงบิดาเรียกอย่างแผ่วต่ำ
“พ่อมีเรื่องจะคุยกับเจ้า”
นางลุกขึ้นช้า ๆ เปิดประตูออกไป
เซี่ยอวี้เฉิงยืนอยู่หน้าห้อง
แสงตะเกียงทอดเงาใบหน้าของเขาให้ดูเหนื่อยล้าเกินวัย
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ใบหน้าบวมช้ำของบุตรสาวเพียงครู่เดียว
ก่อนจะหลบเลี่ยง ราวกับไม่อาจทนมองได้นานกว่านั้น
เขาไม่ใช่พ่อที่ไม่รักลูก
แต่เป็นพ่อที่รู้ดีว่า
ความอ่อนแอในโลกนี้ ไม่มีค่า
มือที่สั่นเล็กน้อยยกขึ้นลูบศีรษะนาง
สัมผัสนั้นอ่อนโยน
แต่แฝงความตึงเครียดและอัดอั้น
“ต่อไปนี้”
เขากล่าวเสียงต่ำ
“เจ้าจะไม่ต้องก้มหน้าให้ใครอีก”
หลิวอวี้เหวินชะงัก
เงยหน้าขึ้นมองบิดา
ในดวงตาคู่นั้น
นางเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ไม่ใช่ความระมัดระวัง
ไม่ใช่ความอ่อนน้อม
แต่คือ ความเด็ดขาด
“พ่อกำลังจะทำให้บ้านเรา
ไม่ต้องเป็นรองใครอีก”
แววตาของเขานิ่ง
แต่ในความนิ่งนั้น มีบางอย่างแข็งกระด้างแฝงอยู่
หลิวอวี้เหวินกลืนน้ำลาย
“ท่านพ่อ…หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
เซี่ยอวี้เฉิงเหลือบมองไปรอบด้าน
ราวกับกำแพงยังไม่ปลอดภัยพอจะได้ยินคำพูดต่อไป
“เข้าไปคุยข้างใน”
เมื่อประตูปิดลง
โลกของหลิวอวี้เหวินก็เปลี่ยนไป
เซี่ยอวี้เฉิงเล่าเรื่องทุกอย่าง
ตั้งแต่วันที่เขาถูกมองเป็นเพียงเงาของพี่ชาย
วันที่ผลงานด้านคลังถูกกลบด้วยชัยชนะในสนามรบ
วันที่อัครเสนาบดีเอ่ยถามเขาเพียงประโยคเดียว
“ท่านคิดหรือว่าแม่ทัพเซี่ย
ซื่อสัตย์ต่อราชบัลลังก์จริง ๆ”
คำถามนั้น
เหมือนเมล็ดพิษ
เติบโตช้า ๆ
ในใจของคนที่ถูกกดทับมาทั้งชีวิต
หลิวอวี้เหวินฟัง
นิ้วมือค่อย ๆ กำแน่น
นางไม่เอ่ยคำใด
เพียงยิ้ม
รอยยิ้มนั้นไม่กว้าง
ไม่แสดงความดีใจอย่างโจ่งแจ้ง
แต่มันนิ่ง
และลึก
“ในที่สุด”
นางกล่าวเสียงแผ่ว
“ก็ถึงวันของบ้านใหญ่เสียที”
เซี่ยอวี้เฉิงพยักหน้า
“มีท่านอัครเสนาบดีหนุนหลังพ่ออยู่
ตราบใดที่แม่ทัพเซี่ยยังคุมทหาร
เขาก็เป็นภัย”
“และภัย…ต้องถูกกำจัด”
หลิวอวี้เหวินก้มหน้าลง
มองปลายนิ้วของตนเองที่ยังมีรอยแดงจากการกำแน่น
“แต่ข้ายังไม่วางใจ”
นางกล่าวเบา ๆ
“ตราบใดที่เซี่ยหลัวเยี่ยนยังมีลมหายใจอยู่
บ้านใหญ่ก็ยังไม่พังจริง”
เซี่ยอวี้เฉิงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง
แสงจันทร์สะท้อนในดวงตา
เย็นและมืดไม่แพ้กัน
“เจ้าไม่ต้องห่วง”
เขากล่าวช้า ๆ
“เมื่อเสาหลักหักลง
กิ่งก้านย่อมตามมาเอง”
ความเงียบระหว่างสองพ่อลูก
หนักแน่นยิ่งกว่าคำสาบาน
ในกระจกบานเดิม
หญิงสาวผู้ที่ถูกยกย่องว่าอ่อนโยน บอบบาง และแสนดี
ค่อย ๆ ยกสายตาขึ้น
สบเงาสะท้อนของตนเอง
ไม่มีน้ำตา
ไม่มีความหวาดกลัว
มีเพียงความแน่ใจ
ว่าโลกใบนี้
ไม่เคยมอบความยุติธรรมให้คนอ่อนโยน
และครั้งนี้
นางจะไม่ยืนอยู่ในเงาใครอีก
แม้ต้องเหยียบซากของบ้านใหญ่
นางก็จะเดินขึ้นไปเอง
